โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดทำการสอน ตั้งแต่ พ.ศ. 2448 ปัจจุบันโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย โดยเปิดรับนักเรียนหญิงเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปีการศึกษา 2515 และรับนักเรียนหญิงเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในปีการศึกษา 2538 ซึ่งในปัจจุบันเป็นการจัดการศึกษาแบบสหศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมปัจจุบันตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล (World-Class Standard School) ในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก เป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 (พระนครศรีอยุธยา-นนทบุรี) 

สถาปนาโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า

           พ.ศ. 2448 - 2484  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโณงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นตามมณฑลต่าง ๆ โดยทั่วกัน ยึดแบบอย่างของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนหลวงแห่งแรกของประเทศไทย (จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2425) ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลในพระองค์ที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง โรงเรียนหลวงขึ้นนี้ เพราะพระองค์มีพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งว่า เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นไป จนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้น จึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองนี้ จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้ (พระบรมราชโองการฯ จัดตั้งโรงเรียนหลวงตามมณฑล ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2441) ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 ทรงโปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี โดยมี พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลประจำมณฑล และได้สนองพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านจัดตั้งโรงเรียนประจำมณฑลขึ้นใน ร.ศ.123 หรือ ปีพ.ศ. 2448 โดยในระยะแรกใช้กุฏิพระ และศาลาวัดและบริเวณใกล้เคียงกับวัดเสนาสนาราม หลังพระราชวังจันทรเกษม เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน โดยเรียกชื่อว่า "โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า"
 
           ครั้นถึงปี พ.ศ. 2450 กระทรวงธรรมการเห็นว่าประชาชนนิยมส่งบุตรหลานมาศึกษาเล่าเรียนเป็นจำนวนมากจนทำให้สถานที่เดิมคับแคบ จึงได้จัดสร้างอาคารเรียนแบบประยุกต์ครึ่งตึกครึ่งไม้ ลักษณะถาวร2ชั้นแบบ6ห้องเรียนและห้องประชุมอีก 1 ห้อง ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้นเรียกชื่อโรงเรียนกันว่า "โรงเรียนหลังวัง" (ซึ่งตึกที่กระทรวงธรรมการได้สร้างนั้นต่อมาโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ขอใช้ตึกนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียน เพราะโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบัน) เนื่องจากมณฑลกรุงเก่า ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวเมืองเอกอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นโรงเรียนจึงอยู่ในความสนใจของผู้ใหญ่และเจ้านายชั้นสูงตลอดมา จนทำให้โรงเรียนมีมาตรฐานการศึกษาอบรมสูงสมฐานะเมื่อ ร.ศ.127 และในปีต่อๆมานักเรียนของโรงเรียนทุกคนต้องไป ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ทุกๆปี แม้ภายหลังจะยกเลิกเสีย แต่ก็ย่อมแสดงถึงฐานะของโรงเรียนเป็นอย่างดีครู-อาจารย์และนักเรียนเก่าๆก็ล้วนแต่เป็นผู้มีวิทยาคุณและเกียรติอันควรคารวะ ทั้งสิ้น
 
           ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 ทางราชการได้ยุบเลิกมณฑลต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา ซึ่งก็คือพระราชวังจันทรเกษม ในส่วนของตึกที่ทำการภาค (อาคารมหาดไทย)และพระที่นั่งพิมานรัตยาแต่อาคารหลังอื่นๆในพระราชวัง ทางโรงเรียนก็ได้ขอใช้ทำการเรียนการสอนต่อ แต่ก็ส่งผลทำให้สถานที่เล่าเรียนของโรงเรียนมีพื้นที่น้อยลง และในปี พ.ศ. 2469พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "จังหวัดพระนครศรีอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา[1] จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบเทศาภิบาลตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยระเบียบราชการบริหารส่วนอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2467 เปลี่ยนให้มณฑลต่างๆนั้นเลื่อนฐานะเป็นจังหวัดแต่อยุธยายังคงเป็นมณฑลเทศาภิบาลอยู่ จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และก็เป็นผลทำให้โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า เปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดังปัจจุบัน
 
           พ.ศ. 2484 – ปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระผู้พระราชทานกำเนิดอยุธยาวิทยาลัยในปัจจุบัน หลังจากที่เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า มาเป็น โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยแล้วนั้น การเรียนการสอนก็เป็นไปอย่างราบรื่นและได้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด นับจากปีพ.ศ. 2448 จนถึงปีพ.ศ. 2483 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุถึง 35 ปี ที่ใช้อาคารเรียนอยู่ด้านหลังพระราชวังจันทรเกษม จนประชาชน ชาวบ้านเรียกกันว่า โรงเรียนหลังวัง จนมีศิษย์เก่าสำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนมาก และซึ่งศิษย์เก่ารุ่นแรกๆเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีเกียรติอันควรคารวะ อาทิเช่น
           ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐบุรุษอาวุโส อดีตนายกรัฐมนตรี3สมัย และยังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เข้าศึกษาใน ร.ศ.131หรือพ.ศ. 2455 เลขประจำตัว791
           พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าศึกษาใน ร.ศ.131หรือพ.ศ. 2455เลขประจำตัว 640
           พลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ อดีตองคมนตรี
           นายวิโรจน์ กมลพันธ์อดีตธรรมการจังหวัดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเลขประจำตัว 684 ฯลฯ
 
            ชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และรวมทั้งครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิอีกมากมายหลายท่าน ทำให้ประชาชนในมณฑลกรุงเก่าขณะนั้น ให้การยอมรับและพร้อมใจกันส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นทุกๆปีจนสถานที่นั้น คับแคบลงทุกปี จนกระทั่งเมื่อ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2484) ได้ตั้งปณิธานที่จะใช้เครื่องมือทางการคลังสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ สร้างความเป็นธรรมและความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎร และได้มีแผนที่จะปรับปรุงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และได้เล็งเห็นว่า สถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย แต่เดิมนั้นคับแคบ ไม่มีโอกาสขยายได้อีกเท่าที่ควร ซึ่งโดยความหวังของท่านดร.ปรีดีนั้น มุ่งหวังที่จะให้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีมหาวิทยาลัยด้วย
 
            ฉะนั้น เมื่อนายวิโรจน์ กมลพันธ์ นักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัยซึ่งดำรงตำแหน่งธรรมการจังหวัดในขณะนั้น ได้ปรึกษาหารือกัน ในเรื่องการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ดร.ปรีดี พนมยงค์มีความเห็นชอบด้วย จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชการที่8 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท และได้ทรงมีพระราชดำรัสตรัสสั่ง ให้จัดสร้าง อาคารตึกถาวร 2 ชั้น เป็นสถานศึกษาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยที่แข็งแรง สง่างามพร้อมกันนี้ยังได้จัดสร้าง หอประชุมพระราชทานอีก 1 หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลัง''
 
            จากนั้นดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้มอบหมายให้ หลวงบริหารชนบท ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้พิจารณาเลือกสถานที่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของโรงเรียน ที่จะได้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมมาก โดยหลวงบริหารชนบท ได้เสนอแผนการก่อสร้างสนองความประสงค์ของท่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับการเห็นชอบ เพราะเห็นว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เป็นโรงเรียนรัฐบาลของจังหวัด และนอกจากนี้ยังสามารถขยายบริเวณออกไปให้กว้างขวางได้อีก ซึ่งความหวังของท่านดร.ปรีดีนั้น มุ่งหวังที่จะให้ มี มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นด้วยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอนาคต หลวงบริหารชนบทได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่า"สถานที่ตั้งของโรงเรียนนี้เหมาะสมมาก โดยอยู่จุดกึ่งกลางของเกาะเมองและมีบริเวณสภาพแวดล้อมที่สวยงาม มีปูชนียสถาน ซึ่งเหมาะสมกับสถานศึกษา ด้านหน้าของโรงเรียนก็เป็นที่ตั้งของ สวนสาธารณะบึงพระราม ด้านหลังก็เป็นถนนที่ตัดตรงมาจากกรุงเทพฯ มี สถานที่ราชการสองฝั่งถนน ซึ่งเหมาะสมในทุกๆด้าน"
 
            งานก่อสร้างได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2482แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2483 โดยมีหลวงบริหารชนบท เป็นกรรมการควบคุมการก่อสร้าง พร้อมกันนี้ยังได้ควบคุมงานก่อสร้างหอประชุมพระราชทานอีก1หลัง และบ้านพักครูอีก 20 หลังด้วย และอาคารเรียนนั้นได้ทำพิธีเปิดอาคารเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2484 และเนื่องจากอาคารหลังนี้สร้างขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทีได้พระราชทานให้สร้าง ครู-อาจารย์และนักเรียนตั้งแต่บัดนั้นจึงเรียกว่า “อาคารพระราชทาน”
 
            และเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่ออาคารนามว่า “สิริมงคลานันท์” ยังความปลาบปลื้มมาแก่ชาวอยุธยาวิทยาลัยอีกครั้ง ที่ได้รับพระเมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนาม “สิริมงคลานันท์”นี้ให้มาตราบเท่าทุกวันนี้
 
            ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชการที่8 ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ยิ่งกว่าจะหาที่เปรียบได้ ยังความปลาบปลื้มแก่พวกเราชาวอยุธยาวิทยาลัยและชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง การเรียนการสอนของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยดำเนินไปอย่างราบรื่นและก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ
 
            ครั้นถึงปี พ.ศ. 2486-2487 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยคุกคามจากสงครามโลกครั้งที่2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และผลกระทบจากภัยสงครามก็ทำให้โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับภาระด้วย กล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมทั้งขออาศัยใช้สถานที่เรียนเป็นการลี้ภัยชั่วคราว จึงทำให้นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการเรียน กันอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ครู-อาจารย์และนักเรียนก็เต็มใจและยินดี เพราะถือได้ว่าได้ให้ความช่วยเหลือเอื้ออารี ที่ยิ่งใหญ่แก่เพื่อนร่วมชาติและแก่สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทยอันสูงส่ง เมื่อชาติบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติในยุคต่อๆมา การเรียนการสอน การศึกษาของโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ได้ขยายตัวอย่ารวดเร็ว มีอาคารเรียนถาวรเพิ่มขึ้นอีกหลายอาคาร ภายใต้การบริหารของผู้อำนวยการ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่อีกหลายท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาก จำนวนครูและนักเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เทคนิคและวิธีการสอนรูปแบบต่างๆตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆจึงถูกนำมาบรรจุเข้าไว้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน อย่างค่อนข้างพร้อมมูลในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
 
            ปัจจุบัน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีการพัฒนาทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนได้รับรางวัลพระราชทาน จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ดังนี้  พ.ศ. 2522,2537,2546  และยังมีนักเรียนของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลพระราชทานเช่นกัน ซึ่งได้รับในปี  พ.ศ. 2526,2527,2546,2549,2551
 
อาคาร / สถานที่สำคัญในโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
 
 
 
  • พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
    • โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรรัชกาลที่ 8 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งแสนบาท ในการสร้างอาคารเรียน 1 หลัง หอประชุม 1 หลัง และบ้านพักครูอีกจำนวน 20 หลัง โดยพระบรมราชานุสาวรีย์ฯจะตั้งอยู่ ณ สนามกลางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย บริเวณด้านหน้าอาคารสิริมังคลานันท์ ซึ่งในทุกวันจันทร์นักเรียนโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยจะทำการถวายพวงมาลัยข้อพระกรและทำการถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ โดยพร้อมเพรียงกัน และในทุกวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปีทางโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อันประกอบด้วย คณะผู้บริหาร คณะครู สมาคมนักเรียนเก่าอยุธยาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นักเรียนปัจจุบัน และนักเรียนเก่า ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน พิธีวางพวงมาลาและถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
  • อาคาร 1 อาคารสิริมงคลานันท์ เป็นอาคารเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในโรงเรียน ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ปัจจุบันเป็นอาคารอำนวยการของโรงเรียน
    • ชั้น 1 ห้องผู้อำนวยการ สำนักงานผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารบุคคลและกิจการนักเรียน กลุ่มบริหารงบประมาณ กลุ่มบริหารทั่วไป (ฝ่ายอาคาร/สถานที่, ฝ่ายสารบรรณ, ฝ่ายพัสดุ) และห้องประชุมวิวัฒน์ชาญอนันตชัย
    • ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์ทางการศึกษาโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวนทั้งสิ้น 9 ห้อง
  • อาคาร 2 เป็นอาคารเรียนวิชาคอมพิวเตอร์
    • ชั้น 1 กลุ่มบริหารวิชาการ ห้องประชุมแววกตสาโรอุปถัมภ์ ศูนย์อาเซียนศึกษา และห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์จำนวน 4 ห้องเรียน และศูนย์การเรียนรู้
  • อาคาร 3 เป็นอาคารเรียนสังคมศึกษา สุขศึกษา ภาษาต่างประเทศ และการงานและเทคโนโลยี (ธุรกิจศึกษา)
    • ชั้น 1 ห้องประชาสัมพันธ์ ห้องวิทยฐานะ ห้องถ่ายเอกสาร และห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูวิชาธุรกิจศึกษา ห้องพิมพ์ดีด ห้องจำลองธุรกิจ และห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน
  • อาคาร 4 เป็นอาคารเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ
    • ชั้น 1 ห้องเรียนพิเศษ English Program จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องภาษาต่างประเทศ ห้อง Multimedia Center และห้องสมุดภาษาต่างประเทศ
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
    • ชั้น 4 ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
  • อาคาร 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี เป็นอาคารเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อสร้างขึ้นในวาระที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา
    • ชั้น 1 ห้องสมุดประจำโรงเรียน ห้องสมุดอาเซียน (ASEAN Library Room) โดยกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และร้านค้าสวัสดิการโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
    • ชั้น 2 ห้องเรียนคณิตศาสตร์ ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ห้องเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ และห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ม.ต้น ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นห้องเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ชั้น 4 ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ม.ต้น จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียน
  • อาคาร 6 อาคารอเนกประสงค์ เป็นอาคารเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
    • ชั้น 1 ห้อง TOT IT SCHOOL สำนักงานย่อยเขตการศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ห้องประชุม ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องวิทยาศาสตร์อากาศยาน และห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2 ห้องเรียน และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์จำนวน 5 ห้องเรียน
    • ชั้น 3 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ห้องหุ่นยนต์และอิเล็คทรอนิกส์ ห้องโครงงาน ห้องเรียนปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนปฏิบัติการชีวะวิทยา ห้องฟิสิกส์จำนวน 2 ห้อง และห้องประชุม ในวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
    • ชั้น 4 หอประชุมใหญ่ของโรงเรียน
  • อาคาร 7 อาคารบุญประเสริฐ เป็นอาคารเรียนชั้นเดียว บริจาคเงินก่อสร้างโดย พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ประกอบด้วยห้องพักครูวิชาแนะแนว ห้องเรียนจำนวน 7 ห้องเรียน
  • อาคาร 8 อาคารอานันทศิลป์ เป็นอาคารเรียนวิชาศิลปะ
    • ชั้น 1 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (ทัศนศิลป์)
    • ชั้น 2 ห้องเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน (ดนตรีไทย ขับร้อง และการแสดง)
    • ชั้น 3 ห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (นาฏศิลป์ และดนตรีสากล)
  • อาคาร 9 อาคาร 100 ปี อยุธยาวิทยาลัย เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี ก่อสร้างโดยเงินบริจาคของนักเรียนเก่าโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
    • ชั้น 1 ห้องพักครูวิชาสุขศึกษา ห้องจ่ายยา ห้องผ่าตัดเล็ก ห้องนอนพักฟื้น
    • ชั้น 2 ห้อง Academic Internet และที่ทำการสถานีโทรทัศน์อยุธยาวิทยาลัย
  • อาคาร 10 อาคารขนาบน้ำ เป็นอาคาร 1 ชั้น ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์จำนวน 4 ห้องเรียน และห้องเรียนสีเขียว 1 ห้อง
  • อาคาร 11 อาคารฮาน่า เป็นอาคาร 1 ชั้น ใช้สำหรับการทำปฏิบัติการฟิสิกส์
  • อาคาร 12 อาคารอักษรานันท์ เป็นอาคารก่อสร้างใหม่ 2 ชั้น ใช้ในการเรียนวิชาภาษาไทย
    • ชั้น 1 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ห้องเรียนจำนวน 9 ห้องเรียน
    • ชั้น 2 ห้องเรียนจำนวน 11 ห้องเรียน
  • อาคารศูนย์กีฬาอยุธยาวิทยาลัย เป็นอาคารสำหรับเล่นกีฬาแบดมินตัน ตระกร้อ ปิงปอง และบาสเก็ตบอล
    • ชั้น 1 ห้องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ, เนตรนารี, ยุวกาชาด) เวทีมวย ลานเล่นแบดมินตัน ตระกร้อ และปิงปอง
    • ชั้น 2 ห้องพักครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ห้องเรียนวิชาสุขศึกษาจำนวน 2 ห้องเรียน ห้องสมุดการกีฬา และห้องออกกำลังกาย
    • ชั้น 3 สนามบาสเกตบอล พร้อมอัฒจันทร์ 3 ด้าน จุคนได้ประมาณ 1,500 คน
  • ลานอุตสาหกรรม เป็นบริเวณอาคารเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วย
    • อาคารอุตสาหกรรม 1 ห้องพักครูวิชาอุตสาหกรรม ห้องเรียน e-Learning และห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (การออกแบบ, การประดิษฐ์, การเขียนแบบ)
    • อาคารอุตสาหกรรม 2 ห้องพักครูวิชาอุตสาหกรรม ห้องดนตรีสากล และห้องเรียนจำนวน 2 ห้องเรียน (เครื่องยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, การเขียนแบบ)
    • อาคารคหกรรม ห้องพักครูวิชาคหกรรม ห้องเรียนจำนวน 4 ห้องเรียน (การประกอบอาหาร, การประดิษฐ์, งานบ้าน)
  • อาคารเกษตรและบริเวณโดยรอบ เป็นอาคารเรียนวิชาเกษตร 3 ห้องเรียน บริเวณโดยรอบเป็นแปลงเกษตร โรงเรือนปลูกต้นไม้ และบ้าน 1 หลัง ชั้นล่างเป็นห้องเรียนจำนวน 1 ห้องเรียน ชั้นบนเป็นห้องพักครูวิชาเกษตร ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักครูหลังสุดท้ายจากจำนวน 20 หลังที่ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
  • อาคารศุภพิพัฒน์ เป็นอาคารศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
  • อาคารดิษยรักษ์ เป็นที่ทำการธนาคารโรงเรียน โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยกับธนาคารออมสิน
  • หอประชุมพระราชทาน รัชกาลที่ 8 เป็นหอประชุมแห่งแรกของโรงเรียน ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2484 โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
  • หอประชุม 2 มีความจุประมาณ 500 คน สามารถใช้เป็นที่ทำการสอนวิชาพลศึกษา โดยปรับเป็นสนามวอลเล่ย์บอลหรือสนามแบตมินตันจำนวน 1 สนามได้
  • โรงยิมตะกร้อ ห้องพักครูวิชาพลศึกษา สนามตระกร้อในร่ม 3 สนาม และที่ทำการสำหรับหน่วยรักษาความปลอดภัย
  • โดม 1 เป็นที่สำหรับนั่งพักผ่อน ทำกิจกรรมนันทนาการ และเป็นเวทีแสดงศักยภาพนักเรียน
  • โดม 2 เป็นสนามกีฬาในร่ม แบ่งเป็นสนามวอลเล่ย์บอล 1 สนาม และสนามบาสเกตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • โดม 3 เป็นสนามกีฬาในร่ม เป็นสนามบาสเกตบอล 2 สนาม (สามารถปรับเป็นสนามฟุตซอลได้ 2 สนาม หรือ สนามฟุตบอล 1 สนาม)
  • โดม 4
  • สนามฟุตบอล เป็นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน พร้อมลู่วิ่งจำนวน 6 ลู่ และอัฒจันทร์ไม้จำนวน 6 อัฒจันทร์ (ปัจจุบันอัฒจันทร์ไม้อยู่ในระหว่างการรื้อถอนและก่อสร้างอัฒจันทร์ใหม่ เนื่องจากอัฒจันทร์ไม้เดิมนั้นอยู่ในสภาพชำรุดยากต่อการซ่อมแซม)
  • สระว่ายน้ำอยุธยาวิทยาลัย เป็นสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 50 เมตร (พร้อมอัฒจันทร์มีความจุประมาณ 1,000 คน) โดยได้รับงบประมาณก่อสร้างจากกรมพลศึกษา
  • หอพระพุทธรูปประจำโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มี 2 แห่งคือ
    • จุดที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนโรจนะ ตรงข้ามจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริจาคเงินก่อสร้างโดย พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักเรียนเก่าโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยและอดีตนายกรัฐมนตรี โดยนามของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานคือ "พระพุทธปฏิมาวาสนฐารสม์"
    • จุดที่ 2 หอพระพุทธไตรรัตนนายก ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านถนนป่าโทน ตรงข้ามสวนสาธารณะบึงพระราม ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 โดยนามของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานคือ "พระพุทธไตรรัตนนายก"
  • ลานธรรมะ เป็นลานอเนกประสงค์เพื่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของโรงเรียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และฝึกจิตใจให้สงบ การนั่งสมาธิ
  • ศูนย์อาหารโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มีจำนวน 2 แห่ง
    • ศูนย์อาหาร 1 เป็นโรงอาหารเดิมตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน อยู่ติดประหอประชุมพระราชทาน รัชกาลที่ 8 มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 800 คน
    • ศูนย์อาหาร 2 เปิดใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 มีร้านค้าประมาณ 20 ร้านค้า มีความจุประมาณ 1,000 คน
  • โรงผลิตน้ำดื่มอยุธยาวิทยาลัย เป็นโครงการผลิตน้ำดื่มส่งเสริมอาชีพนักเรียนอยุธยาวิทยาลัย อยู่บริเวณด้านหลังศูนย์อาหาร 1 ผลิตเพื่อจำหน่ายในโรงเรียนให้แก่ครู อาจารย์ และนักเรียน
  • ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เป็นศูนย์ฝึกย่อยสำหรับฝึกนักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย
  • กำแพง 100 ปี เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในวาระโรงเรียนมีอายุครบ 100 ปี เป็นกำแพงอิฐ ลักษณะคล้ายกำแพงเมืองโบราณ

วิสัยทัศน์
           โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาสูง พัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ รู้จักตนเองและอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข เสริมสร้างความตระหนักในบทบาทหน้าที่ครู และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน สังคมเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมาตรฐานสากล
 
พันธกิจ
           1. นักเรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และตามแนวทางของความเป็นอยุธยาวิทยาลัย
           2. นักเรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา มีทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีเป็น ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษา และมาตรฐานสากล
           3. ครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
           4. โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายในลักษณะการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เพื่อสู่ความเป็นมาตรฐานสากล
           5. โรงเรียนบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ได้รับการรับรองจากองค์การภายใน / ภายนอก
           6. โรงเรียนมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ จนก้าวสู่มาตรฐานสากล
 
อัตลักษณ์ของโรงเรียน
           ชาติเสือ หมายถึง ผู้ที่มีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษที่มีแต่คนเก่ง กล้าหาญ
 
เอกลักษณ์ของโรงเรียน
           ภูมิใจสถาบัน มุ่งมั่นความเป็นเลิศ เทิดองค์อานันท์
 
ปรัชญาของโรงเรียน
           ตั้งใจเรียน เพียรทำดี มีวินัย รับใช้สังคม
 
สีประจำโรงเรียน
           ขาว-แดง
 
ดอกไม้ประจำโรงเรียน
           ดอกพะยอม